รถตู้โดยสาร

posted on 11 Oct 2010 18:59 by lightsaber
นี่เป็นความเรียงชิ้นแรกของผมเลยนะครับ มีอะไรให้ชมก็ชม มีอะไรให้ติก็ติได้เลยนะครับ เพื่อการพัฒนาต่อไป
อาจจะยาวไปนิดนะครับ ขอความกรุณาด้วยครับ
....................................................................................................
 

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยใช้บริการรถตู้โดยสารกันสักครั้ง

ก่อนหน้านี้สักประมาณสิบปี รถตู้โดยสารยังไม่เป็นที่นิยมมากแบบในปัจจุบัน ที่ครองตลาดในสมัยนั้นก็ต้องเป็น รถเมล์ รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์วิน รถทัวร์ อะไรพวกนี้ ผมว่าคงเป็นเพราะหน้าตาของรถตู้และข่าวอาชญากรรมต่างๆ เช่นพวกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ที่ทำให้รถตู้ดูเป็นรถที่น่ากลัว ไม่น่าไว้ใจ แต่ดูตอนนี้สิครับ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่รถตู้ รถตู้ และรถตู้ เรียกได้ว่าแทบจะมีครอบคลุมทุกเส้นทาง  ไปได้ทุกจังหวัด คนก็นิยมใช้บริการกันเยอะไม่แพ้รถทัวร์เลยทีเดียว

ส่วนตัวผมเอง ได้มาสัมผัสและใช้บริการรถตู้โดยสารจริงจังก็เมื่อตอนเข้ามหาวิทยาลัยนี่ แหละครับ พาหนะหลักของเด็กต่างจังหวัดก็คือรถตู้นี่เลย บริเวณหน้าม. ก็จะเต็มไปด้วยถตู้โดยสาร มีทั้งไปปิ่นเกล้า อนุสาวรีย์ชัยฯ หมอชิต ชะอำ ประจวบ ฯลฯ สถานที่นอกเหนือจากนี้ก็ต้องใช้วิธีนั่งรถตู้เข้ากรุงเทพฯ แล้วไปต่อรถอื่นเอาตามสะดวก ซึ่งวิธีในการกลับบ้านของผมก็คือ นั่งรถตู้หน้าม. ไปลงที่ขนส่งหมอชิต แล้วก็ต่อรถทัวร์ไปบ้านครับ แต่หากจะไปแค่บ้านเพื่อน ที่กรุงเทพฯ ก็จะนั่งรถตู้ไปลงอนุสาวรีย์ชัย แล้วก็ต่อรถเมล์เอา

 

พูดถึงอนุสาวรีย์ชัยฯ ก็ถือได้ว่าเป็นจุดจอดรถตู้ที่ใหญ่มากเลยทีเดียว ผมเคยได้ยินคำกล่าวว่า ถ้าเริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยฯ จะก็สามารถไปได้ทั่วประเทศไทย ถึงผมจะไม่แน่ใจว่ามันจริงไหม แต่เท่าที่ประเมินด้วยสายตาแล้ว อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ครับ และที่นี่ก็ไม่ได้มีแค่รถตู้เท่านั้น ยังมีรถไฟฟ้า รถเมล์มากมาย เหมือนเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของประเทศ แต่ศูนย์กลางการคมนาคมที่แท้จริงผมคงต้องยกให้ลาดกระบัง เค้ามีทั้ง รถไฟ แอร์พอร์ตลิงค์ เครื่องบิน  เรือ โอ.. มากมาย

วิธี การใช้บริการรถตู้โดยสารก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่อ่านดูให้ดีว่านี่ใช้รถคันที่จะพาไปยังที่ที่เราต้องการไปหรือไม่ จ่ายเงินค่าโดยสาร ซึ่งบางคันก็เก็บค่าโดยสารก่อนรถออก บางคันก็เก็บปลายทาง และก็รอรถออก บางที่ก็จะออกเมื่อคนเต็มรถ บางที่ก็จะออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ซึ่งอย่างหลังเนี่ย ถ้าไปตอนที่รถมันเพิ่งออก ก็สุดเซ็งล่ะเลยครับ เพราะบางทีต้องรออย่างน้อย 45 นาทีกว่าคันต่อไปจะออก แต่มันก็มีข้อดีตรงที่รู้เวลาออกที่แน่นอน ไม่ต้องรอคนเต็มล่ะนะ

 

ผู้โดยสารที่ผมเคยพบเจอบนรถตู้ก็จะมีหลากหลายประเภท หลักๆที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังก็เรื่องนี้แหละครับ เห็นว่ามันน่าสนใจดี กิจกรรมและพฤติกรรมของแต่ละคนบนรถตู้ก็จะมีต่างๆนานา อย่างตัวผมเอง ทุกครั้งที่ขึ้นรถตู้คนเดียว ก็จะต้องเอาหูฟังยัดหูไว้ ทุกทีเลยครับ ไม่ก็อ่านหนังสือ หรือถ้าไม่มีหนังสือ ก็มองข้างทาง มองรถ หูก็ฟังเพลงไป คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถ้ามีคนน่ารักๆมานั่งข้างๆ ก็จะแอบชำเลืองมองบ่อยหน่อย ออกแนวโรคจิตละ ส่วนคนอื่นๆ ที่ยัดหูฟังใส่หูเหมือนผมก็มี ถ้ามากับเพื่อนก็จะกล้าคุยกันแบบเสียงดังหน่อย แชตบีบี เล่นเกมมือถือกัน ไป เคยขึ้นรถตู้ครั้งนึงเจอสมาคมคุณป้า ป้าเหล่านี้จะคุยกันออกรสมาก บางทีคุยกันดังกลบเสียงเพลงในหูฟังผมอีก ก็ต้องเร่งเสียงขึ้นให้ดัง ดังมากก็ไม่ได้ เคยนั่งรถอะไรก็ตามแล้วมีคนฟังเพลงไหมครับ ถ้าเปิดดังมากๆเสียงมันจะดังทะลุหูฟังออกมาส่วนหนึ่ง เป็นที่น่ารำคาญในระดับนึง ผมก็ไม่อยากจะเป็นแบบนั้น จึงต้องมีลิมิตเสียงในการฟังเพลงด้วยหูฟัง

ตอนจะคุยโทรศัพท์ก็เหมือน กัน ผมเองคิดว่า จะคุยโทรศัพท์เนี่ย คุยในที่สาธารณะมันน่าจะต้องพูดเบาๆ อย่างแรกเลยคือมันน่าจะเป็นเรื่องที่ส่วนตัวหน่อยไม่ใช่เหรอครับ โผงผางออกไปใครๆเค้าก็รู้หมดว่าคุยอะไรกันอยู่ บางทีจะขำจะฮา ก็ต้องขำกับโทรศัพท์เบาๆ เอาแค่พอหึหึ ขำมากไปเดี๋ยวเค้าจะหาว่าบ้า และอีกอย่างคือมันก็เป็นตัวสร้างความรำคาญได้เหมือนกันนะ บางคนคุยโทรศัพท์ในรถเสียงดังมาก งานแต่งใครจัดกี่โมง ลูกคุณสมหมายสอบติดมหาวิทยาลัย จะให้สามีที่เป็นตำรวจมารับซอยไหน ผมก็ได้ยินหมด ผมว่าบางทีการคุยโทรศัพท์เสียงดังมันก็ไม่ค่อยปลอดภัยกับตัวเราเองนะ

 

มี อยู่ครั้งนึง เป็นวันที่ผมมาจากบ้าน กำลังจะกลับม. ซึ่งก็ต้องมาต่อรถตู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วยความที่ชีวิตขาดเสียงดนตรีไม่ได้ ระหว่างเดินจะมาขึ้นรถตู้ ก็ต้องฟังเพลงอยู่ตลอด จนมาถึงที่ขึ้นละ ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับผู้คน จึงเบาเสียงเพลงเอา สังเกตว่าไม่ได้ปิดนะครับ เบาเฉยๆ แล้วได้ยินคนขับรถตู้ถาม ว่า “ศิลปากรมั้ยครับ?” ผมก็ตอบไปว่า ใช่ครับๆ แล้วพี่เค้าจึงเรียกค่าโดยสาร “70 บาทครับน้อง” ในใจผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ราคาที่เคยขึ้นนี่หว่า แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะตอนขากลับบ้านก็จ่ายราคาแปลเหมือนกัน จ่ายไป 65 บาท จากปกติ 60 บาท เลยคิดว่าเค้าคงขึ้นราคาแล้วจริงๆมั๊ง ราคาน้ำมันแพงหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ แล้วผมก็ขึ้นรถ ที่มันเต็มพอดีผมเลยได้นั้งตรงข้างๆคนขับ ซักพักก็มีลุงผู้โดยสารคนนึงขึ้นมานั่งกับผมด้วย

พอรถออกไปได้สักพัก ผมก็เริ่มฉุกใจคิด ว่าตอนที่เห็นคนนั่งกันเต็มรถเต็มน่ะ ทำไมมีแต่คนที่ไม่ใช่วัยนักศึกษานะ ซึ่งปกติจะมีแต่คนในวัยนักศึกษานั่งกันเต็มรถ และพอรถไปต่อได้อีกสักระยะหนึ่ง ป้ายตามทางก็เริ่มไม่คุ้นตา มหาชัยบ้าง สมุทรสาคร สมุทรสงครามบ้าง แต่ก็ยังมีป้ายนครปฐมอยู่ นิดหน่อย ผมก็รู้สึกว่ามันแปลกๆแล้ว เอ.. หรือเค้ามากอีกทางวะ แต่นั่งมาเป็นปีๆแล้วยังไม่เคยมาทางนี้เลย ก็เริ่มโทรหาเพื่อนที่มันอยู่บ้าน ให้มันตรวจสอบเส้นทางให้หน่อย เข้ากูเกิ้ลแมป ค้นหาเส้นทางหาสถานที่ ต้องคุยกันเบามากเลยครับ เนื่องจากนั่งข้างคนขับด้วย และยังไม่แน่ใจเต็มร้อยว่าขึ้นผิดคัน คุยกับเพื่อนอยู่นานมากจนกลัวว่าเงินในมือถือจะหมด ก็วางไป สรุปว่าที่ค้นหาไปนั้นมันก็เริ่มทำให้ผมมั่นใจยิ่งขึ้นว่ามันน่าจะผิดคันนะ อีกทั้งป้ายนครปฐมในตอนนั้นมันไม่มีแล้ว เหลือแต่ป้ายสมุทรสาครกับสมุทรสงคราม

แล้วพี่คนขับรถก็แวะจอดที่ปั๊มน้ำมันครับ พี่เค้าก็ลงไปตรวจูความเรียบร้อย จังหวะนั้นแหละผมรวบรวมความกล้า ถามลุงคนที่นั่งข้างๆ

“ลุงครับ รถนี่จะไปจอดที่ไหนอะครับ”

“อ่อ แม่กลองน่ะ”

“!!!”

โอ้พระพุทธเจ้าช่วย  ผมฟังแม่กลอง เป็นศิลปากรไป ได้ยังไง ก็ว่าอยู่ ว่าทำไมค่าโดยสารมันแปลกๆ เป็นเพราะผมใส่หูฟังเพลงไม่ยอมปิดเพลงตอนนั้นนั่นแหละ รู้สึกหน้าแตกมาก เวลานั้นมันก็ใกล้จะหกโมงเย็นแล้ว จะทำยังไงดี ก็ต้องนั่งมันไปจนสุดทางแหละครับ ถึงแม่กลองประมาณหกโมงครึ่ง

ลงจากรถก็หาตู้เอทีเอ็มก่อนเลย เงินที่ตัวไม่เหลือแล้ว โชคยังดีที่ในบัญชียังเหลืออยู่นิดหน่อย กะแบบว่าไปถึงหอแล้วค่อยโทรขอพ่อ

กดเงินเสร็จ ก็พยายามไม่ตื่นเต้น แต่ก็ต้องรีบแล้ว แถวนั้นคล้ายๆจะเป็นตลาดนะครับ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม(อีกแล้ว) ของเมืองแม่กลอง มีรถตู้ รถสองแถว แล้วก็รถทัวร์ผ่านไปมามากมาย ผมไม่ยักกะเห็นรถไปนครปฐมสักคัน เลยลองโทรหาเพื่อนที่มีรถที่ตอนนี้มันอยู่ม. ก็แอบเกรงใจมันอยู่เหมือนกันครับ เลยบอกไปว่า มันก็ไกลอยู่แหละ ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวหาทางกลับเอง

กลับเองของผมที่คิดได้ในตอนนั้นก็คือ นั่งรถตู้กลับไปที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แล้วค่อยไปขึ้นคันที่ถูกต้องที่ควรจะขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลับม. แต่ครั้นจะเดินไปที่ท่ารถตู้เดิมที่เพิ่งลงมา ก็อายเค้า กลัวเค้าจะรู้ว่าเรานั่งมาผิดคัน เพราะเพิ่งลงรถได้ไม่ถึง 15 นาทีเองก็จะขึ้นอีกแล้ว มันคงดูแปลกๆนะครับ เลยเดินอยู่แถวๆนั้นเพื่อหาท่ารถตู้ของเจ้าอื่น ที่ไปอนุสาวรีย์ชัยฯได้เหมือนกัน แล้วก็เจอจนได้ครับ แต่ต้องรอกว่าจะถึงเวลาออกก็อีกประมาณครึ่งชั่วโมง ใจก็เริ่มไม่ค่อยจะดี กลัวไปถึงแล้วรถไปศิลปากรจะหมด แต่ทำไงได้ ไม่มีทางเลือกแล้วก็คงต้องไป ถ้ารถมันจะหมดจริงๆก็คงต้องนั่งรถเมล์ไปนอนบ้านเพื่อนที่สำโรงเอาล่ะครับ วันต่อมามีสอบซะด้วย

แล้วรถก็ออกซะที รถว่างมากครับ มีผู้โดยสารนั่งแถวละคนเท่านั้น ผมก็เลือกที่จะนั่งหลังสุด แล้วโทรศัพท์หาเพื่อนคนเดียวกันกับที่ให้มันช่วยตรวจสอบเส้นทางให้ เล่าเรื่องให้มันฟัง ขำไปกับความไม่รอบคอบของตัวเอง แล้วบอกมันไปว่า ถ้ารถกลับม. หมด จะขอไปค้างที่บ้านมันแล้วจะออกแต่เช้าเพื่อไปสอบ

เนื่องจากวิ่งมาเรื่อยๆรถไม่ติด ประมาณชั่วโมงนิดๆก็ถึงที่ที่คุ้นเคยครับ ผมไม่รอช้า รีบเดินไปที่ขึ้นรถครั้งแรก ตรงรถตู้ที่จะไปศิลปากร มองดูทางซ้ายเคาเตอร์ที่ติดกันนั้น เป็นรถตู้ที่จะไปแม่กลองจริงๆด้วยครับ และรถที่จะไปศิลปากรยังมีอยู่ ผมเลยได้กลับม. สมใจ ถึงที่หมายประมาณสามทุ่มได้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับรถตู้ที่คงจะจดจำไปอีกนานเลยครับ และทำได้ข้อคิดเตือนใจไว้ว่า

เวลาจะคุยกับคน ปิดเพลงซะก่อนนะ!!

Comment

Comment:

Tweet

บางคนตั้งใจหลงทาง เผื่อว่าจะได้พบอะไรใหม่ๆ ในชีวิต
ส่วนตุลถึงไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ได้พบอะไรใหม่ๆ แล้ว 55555
เข้าใจความรู้สึกทั้งหน้าแตกทั้งกลัวกลับไม่ถูก พี่ก็เคยหลงจนต้องเลยตามเลย ฮา ยังดีเน้อที่กลับไปถึงที่หมายจนได้

ถ้าให้วิจารณ์แบบเกรียนๆ อ่านช่วงแรกรู้สึกเนื้อหาหนักๆ เกร็งๆ เพราะให้รายละเอียดยิบย่อยมากไปหรือเปล่า พี่ก็บอกไม่ค่อยถูก sad smile เพิ่งมารู้สึกว่าเริ่มไหลลื่นอ่านสบายขึ้นช่วงหลังจ้า แต่ก็แค่ความเห็นส่วนตัวพี่ละเน้อ

#4 By elRion on 2010-11-22 03:48

อักษรปี ๓ big smile

#3 By Sะฆัง on 2010-10-12 06:51

อยากบอกว่ามีเพราะม.เดียวกัน
อยู่ฝั่งทับแก้วจ้ะ confused smile
มีตั้ง ๓ เล่ม ลองอ่านดู ๆ

#2 By Sะฆัง on 2010-10-11 20:01

ดีใจด้วยที่กลับม.ได้
กลัวไรไม่น่ากลัวเท่ากับเงินหมด

#1 By Sะฆัง on 2010-10-11 19:29